ฟังก์ชันพหุนาม
ทดลองกราฟของฟังก์ชันพหุนามดีกรี 1 ถึง 5 ปรับสัมประสิทธิ์หรือกำหนดรากเอง แล้วอ่านจุดวิกฤติ ช่วงเพิ่มและช่วงลด จุดตัดแกน จุดเปลี่ยนเว้า และเส้นสัมผัส พร้อมดูผลของการเลื่อนขนานและการยืดหดกราฟ g(x) = A·f(B(x − h)) + k ฝึกโจทย์ 4 ระดับ และสร้างชุดข้อสอบพร้อมเฉลยได้

ฟังก์ชันพหุนามและดีกรี
ฟังก์ชันพหุนามคือฟังก์ชันที่เขียนได้เป็น f(x) = aₙxⁿ + aₙ₋₁xⁿ⁻¹ + … + a₁x + a₀ เมื่อ n เป็นจำนวนเต็มไม่ลบและ aₙ ≠ 0 เรียก n ว่าดีกรี ดีกรี 1 คือเส้นตรง ดีกรี 2 คือพาราโบลา ดีกรี 3 มักเป็นรูปตัว S และดีกรี 4 มักเป็นรูปตัว W หรือ M กราฟของฟังก์ชันพหุนามต่อเนื่องและเรียบเสมอ ไม่มีรอยขาดหรือมุมหัก
f(x) = x² − 2x − 3 เป็นดีกรี 2 ส่วน g(x) = x³ − 3x เป็นดีกรี 3 ลองเลือกดีกรีในห้องทดลองแล้วเลื่อนแถบ a, b, c เพื่อดูว่ากราฟเปลี่ยนรูปอย่างไร

ปลายกราฟบอกอะไร
เมื่อ x มีค่ามากขึ้นหรือน้อยลงมาก ๆ พจน์ที่มีกำลังสูงสุดจะเด่นกว่าพจน์อื่นทั้งหมด ดังนั้นพฤติกรรมปลายกราฟขึ้นกับดีกรีและเครื่องหมายของสัมประสิทธิ์นำ ดีกรีคู่ ปลายสองข้างชี้ทางเดียวกัน หงายขึ้นถ้าสัมประสิทธิ์นำเป็นบวก และคว่ำลงถ้าเป็นลบ ดีกรีคี่ ปลายสองข้างชี้คนละทาง ขวาขึ้นถ้าสัมประสิทธิ์นำเป็นบวก ขวาลงถ้าเป็นลบ
f(x) = −2x⁴ + 3x มีดีกรีคู่และสัมประสิทธิ์นำเป็นลบ ปลายทั้งสองข้างจึงชี้ลง ส่วน f(x) = x⁵ − 4x ปลายซ้ายชี้ลงและปลายขวาชี้ขึ้น ห้องทดลองสรุปเรื่องปลายกราฟไว้ในแผงผลการวิเคราะห์

รากของสมการและจุดตัดแกน x
ค่า x ที่ทำให้ f(x) = 0 คือรากของสมการ และเป็นจุดที่กราฟตัดหรือแตะแกน x ถ้ารากซ้ำจำนวนคู่ กราฟจะแตะแกน x แล้วเด้งกลับ ถ้ารากซ้ำจำนวนคี่ กราฟจะข้ามแกน x ฟังก์ชันดีกรี n มีรากจริงไม่เกิน n ตัว ถ้าเขียนในรูป f(x) = a(x − r₁)(x − r₂)…(x − rₙ) จะเห็นรากทันที ห้องทดลองมีโหมด "รากของ f(x) = 0" ให้กำหนดรากแล้วกระจายเป็นสัมประสิทธิ์ให้เอง
f(x) = (x + 2)(x − 1)² มีราก −2 และ 1 โดย 1 เป็นรากซ้ำสองครั้ง กราฟข้ามแกน x ที่ −2 แต่แตะแกน x ที่ 1 แล้วกลับ จุดตัดแกน y คือ f(0) = (2)(1) = 2

จุดวิกฤติ ช่วงเพิ่ม และช่วงลด
จุดวิกฤติคือจุดที่ f′(x) = 0 ที่นั่นเส้นสัมผัสเป็นแนวนอน ถ้า f′ เปลี่ยนจากบวกเป็นลบ จะได้จุดสูงสุดสัมพัทธ์ ถ้าเปลี่ยนจากลบเป็นบวก จะได้จุดต่ำสุดสัมพัทธ์ แต่ถ้า f′ เป็นศูนย์โดยเครื่องหมายไม่เปลี่ยน เช่น x³ ที่ x = 0 จุดนั้นไม่ใช่จุดสูงสุดหรือต่ำสุด และฟังก์ชันยังเพิ่มต่อเนื่อง ช่วงที่ f′ > 0 คือช่วงเพิ่ม ช่วงที่ f′ < 0 คือช่วงลด
f(x) = x³ − 3x ได้ f′(x) = 3x² − 3 = 3(x − 1)(x + 1) จุดวิกฤติคือ x = −1 และ x = 1 f เพิ่มเมื่อ x < −1 และ x > 1 ลดเมื่อ −1 < x < 1 จุดสูงสุดสัมพัทธ์ (−1, 2) จุดต่ำสุดสัมพัทธ์ (1, −2) ในห้องทดลองกราฟส่วนเพิ่มเป็นสีเขียว ส่วนลดเป็นสีส้ม

จุดเปลี่ยนเว้าและเส้นสัมผัส
อนุพันธ์อันดับสอง f″(x) บอกความโค้งของกราฟ ถ้า f″ > 0 กราฟเว้าขึ้นเหมือนถ้วยหงาย ถ้า f″ < 0 กราฟเว้าลงเหมือนถ้วยคว่ำ จุดที่ f″ เปลี่ยนเครื่องหมายคือจุดเปลี่ยนเว้า ส่วนเส้นสัมผัสที่จุด x = t มีความชัน f′(t) เปิด "เส้นสัมผัส" ในห้องทดลองแล้วเลื่อนจุดสัมผัส จะเห็นความชันเป็นบวกเมื่อกราฟเพิ่ม เป็นลบเมื่อกราฟลด และเป็นศูนย์ที่จุดวิกฤติ
f(x) = x³ − 3x ได้ f″(x) = 6x จึงเว้าลงเมื่อ x < 0 เว้าขึ้นเมื่อ x > 0 และมีจุดเปลี่ยนเว้าที่ (0, 0) ที่ x = 2 ความชันของเส้นสัมผัสคือ f′(2) = 9

การแปลงกราฟ: เลื่อนขนาน ยืด หด พลิก
จากกราฟ y = f(x) สร้างกราฟใหม่ g(x) = A·f(B(x − h)) + k ได้ h เลื่อนกราฟไปทางขวา h หน่วย k เลื่อนขึ้น k หน่วย A ยืดหรือหดตามแนวตั้ง ถ้า A เป็นลบจะพลิกกราฟรอบแกน x ส่วน B ยืดหรือหดตามแนวนอนด้วยอัตรา 1/B ถ้า B เป็นลบจะพลิกรอบแกน y จุด (x, y) บนกราฟ f จะย้ายไปที่ (x/B + h, A·y + k) ห้องทดลองแสดงกราฟ f เดิมเป็นเส้นประ และกระจาย g(x) ให้เป็นพหุนามใหม่
f(x) = x² มีจุดต่ำสุด (0, 0) ถ้า g(x) = f(x − 3) + 2 จุดต่ำสุดย้ายไปที่ (3, 2) และ g(x) = x² − 6x + 11 ถ้า g(x) = −f(x) กราฟคว่ำลงและจุด (0, 0) กลายเป็นจุดสูงสุด

ฝึกโจทย์และออกข้อสอบ
โหมดฝึกโจทย์มี 4 ระดับ ตั้งแต่ดีกรี 2 จนถึงผสมดีกรีและการแปลงกราฟ แต่ละข้อเป็นแบบเลือกตอบ สีของกราฟและขั้นตอนจะปรากฏหลังตอบ โหมดชุดข้อสอบเลือกจำนวนข้อ ระดับ และประเภทคำถามได้ เช่น ช่วงเพิ่ม ค่าสูงสุดสัมพัทธ์ จุดเปลี่ยนเว้า หรือการแปลงกราฟ เลขชุดเดิมให้ข้อสอบชุดเดิมเสมอ คัดลอกเป็นข้อความพร้อมเฉลย และปิดเฉลยแล้วบันทึกกราฟเป็นภาพ PNG เพื่อใส่ในใบงานได้
ครูเลือกระดับ 2 ประเภท "ช่วงเพิ่ม" จำนวน 10 ข้อ เลขชุด 2026 คัดลอกข้อสอบไปใส่ใบงาน ปิดเฉลยแล้วบันทึกภาพกราฟของข้อที่ต้องการ แล้วเปิดเฉลยเพื่อคัดลอกอีกชุดสำหรับครู
ห้องทดลองฟังก์ชันพหุนาม
ปรับสัมประสิทธิ์หรือราก แล้วอ่านจุดวิกฤติ ช่วงเพิ่ม–ลด และผลของการแปลงกราฟลากเพื่อเลื่อนกราฟ · ล้อเมาส์เพื่อซูม · ชี้ที่กราฟเพื่ออ่านค่า f′(x)


